หลักและวิธีการหรือดัชนีวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงต่อสภาวะภัยแล้ง
วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงต่อสภาวะภัยแล้ง มีปัจจัยที่ควรนำมาวิเคราะห์ คือ
1. ปริมาณน้ำฝนรวม
2. จำนวนวันที่ฝนตก
3. เขตชลประทาน
4. แหล่งน้ำใต้ดิน
5. พืชปกคลุม
หลักเกณฑ์ในการวิเคราะห์ในแต่ละปัจจัย ประกอบด้วย
1.ปริมาณน้ำฝนรวมรายปี มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณา 2 วิธี คือ
1.1 วิธี Rainfall Decile เป็นวิธีคำนวณค่าดัชนีฝน (Decile Range) ใช้ปริมาณฝนรายปี ณ. บริเวณใดบริเวณหนึ่งมาทำการคำนวณ โดยแบ่งข้อมูลรายปีออกเป็น 10 ช่วงเท่าๆกัน ช่วงล่ะ 10% (Decile) ค่าที่คำนวณได้จะสามารถบอกได้ว่ามีฝนดีหรือฝนแล้งอย่างไร โดยมีเกณฑ์ดังนี้
Decile Range
1 < 10% ฝนแล้งจัด
2 10-20% ฝนแล้ง
3 20-30% ฝนค่อนข้างแล้ง
4 30-70% ฝนปานกลาง
5 70-80% ฝนค่อนข้างดี
6 80-90% ฝนดี
7 90-100% ฝนดีมาก
1.2 วิธีคิดปริมาณฝนรวมรายปี โดยการถือเอา 1200 มม. เป็นเกณฑ์ ถ้า
บริเวณใดมีปริมาณฝนรวมรายปีต่ำกว่า 1200 มม. ถือได้ว่าบริเวณนั้นมีปริมาณฝนรวมรายปีน้อย ซึ่งในวิธีนี้พบว่า บริเวณที่มีฝนรวมรายปีน้อยในประเทศไทย มีแทบทุกภาคของประเทศ แต่สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่มีน้ำท่าเข้ามาช่วยเสริมจึงทำให้เกิดความแห้งแล้งมีความรุนแรงกว่าภาคอื่นๆ
2.จำนวนวันที่ฝนตก
จำนวนวันที่ฝนตกต่อปี ทำให้ทราบว่าบริเวณนั้นบริเวณนั้นเกิดความแห้งแล้งหรือไม่ ปกติจำนวนวันที่ฝนตกต่อปีจะถือจำนวน 100 วันต่อปี ถ้าไม่ถึงจะถือว่าบริเวณนั้นมีความแห้งแล้งเกิดขึ้น ประกอบกับในฤดูฝน ถ้าฝนตกไม่ถึงวันละ 1 มม.ติดต่อกันเกิน 15 วันจะถือว่าเกิดฝนทิ้งช่วงในฤดูฝนซึ่งจะทำให้เกิดความแห้งแล้งเช่นกัน
3.เขตชลประทาน
พื้นที่ที่อยู่ในเขตชลประทานจะบอกถึงระดับโอกาสการเกิดภัยแล้ง เนื่องจากบริเวณที่อยู่ในเขตชลประทานสามารถได้รับน้ำที่ส่งผ่านมาตามคลองชลประทานในช่วงที่ขาดน้ำทำให้มีโอกาสการเกิดภัยแล้งน้อยกว่าบริเวณที่อยู่นอกเขตชลประทาน
4.แหล่งน้ำใต้ดิน
พื้นที่ที่อยู่ในบริเวณที่มีน้ำใต้ดินจะมีโอกาสการเกิดภัยแล้งน้อยกว่าบริเวณที่อยู่
นอกบริเวณที่มีน้ำใต้ดิน เนื่องจากน้ำใต้ดินสามารถแทรกซึมขึ้นมาบนผิวดินและทำให้เกิดความชื้นบนดินได้
5.พืชปกคลุม
ประเภทของพืชคลุมดินจะเป็นตัวบอกระดับโอกาสการเกิดภัยแล้งได้ โดยพืชบางประเภทจะช่วยกักเก็บความชื้น บางประเภทจะหาน้ำเก่ง อย่างไรก็ตามการมีพืชคลุมดินจำนวนมากย่อมทำให้มีโอกาสเกิดภัยแล้งน้อยกว่าบริเวณที่มีพืชคลุมดินจำนวนน้อย



